
วีลแชร์ ฟันดาบ ดวลไวฟันดาบบนรถเข็น
- J. Kanji
- 193 views

วีลแชร์ ฟันดาบ อาจฟังดูเหมือน ชื่อภาพยนตร์แอ็กชัน ยุคอนาคต แต่ความจริงแล้ว นี่คือกีฬาจริง ที่ทั้งเข้มข้น เร้าใจ และไวในระดับที่คนดู ยังต้องเผลอหลบปลายดาบ การแข่งขัน ที่นักกีฬาผู้ใช้รถเข็น จะฟันดาบกันแบบประชิดตัว ด้วยสายตาเฉียบคม มือไว และสมาธิที่นิ่งยิ่งกว่า ฝึกจิตแบบเซน
เรื่องราวของกีฬานี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่เมืองสโต๊ค แมนเดวิลล์ (Stoke Mandeville) ประเทศอังกฤษ ซึ่งในตอนนั้นมีทหารจำนวนมาก ที่สูญเสียความสามารถในการเดิน และถูกส่งมาฟื้นฟู ที่ศูนย์รักษาเฉพาะทาง แห่งหนึ่ง
แพทย์ผู้บุกเบิกอย่าง เซอร์ ลุดวิก กุตมันน์ (Ludwig Guttmann) เลือกใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ ในการฟื้นฟูร่างกาย และจิตใจ หนึ่งในนั้นคือฟันดาบ ซึ่งได้ถูกดัดแปลง ให้สามารถเล่นได้บนรถเข็น กลายเป็น “Wheelchair Fencing” หรือฟันดาบบนวีลแชร์ กีฬานี้ไม่ได้เพียง ช่วยสร้างแรงใจ ให้ผู้ป่วยเท่านั้น
แต่ยังจุดประกายความฝัน ของนักกีฬาทั่วโลก ไม่กี่ปีหลังจากนั้น วีลแชร์ฟันดาบก็กลายเป็นหนึ่งในกีฬาหลัก ของการแข่งขัน พาราลิมปิกเกมส์ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น และเติบโตมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน [1]
แม้จะอยู่บนรถเข็น แต่ความดุเดือดของเกม ไม่ได้ลดลงเลย ตรงกันข้าม มันกลับเพิ่มความเข้มข้น ในมิติใหม่ เพราะเมื่อนักกีฬา ถูกยึดแน่นไว้กับพื้นสนาม ทุกการโจมตีและตั้งรับ ต้องอาศัยความแม่นยำ ความไว และการอ่านใจ แบบชิดติดปลายคมดาบ กติกาหลัก ๆ มีดังนี้
นอกจากนี้ยังมีการแข่งแบบเดี่ยว และแบบทีม ซึ่งใช้กติกาเดียวกันกับ ฟันดาบโอลิมปิก แค่เปลี่ยนมุมมองจาก “ยืนดวล” เป็น “นั่งดวล” เท่านั้นเอง [2]
ฟันดาบบนวีลแชร์ ไม่มีจังหวะหลบ หรือถอยหลังหนี เหมือนกีฬาอื่นอย่างเช่น วีลแชร์ เทนนิส ทุกอย่างเกิดขึ้นในระยะประชิด การป้องกันหรือโจมตี จึงต้องเกิดขึ้น ภายในเสี้ยววินาที นักกีฬาต้องอาศัยปฏิกิริยาไว อย่างกับนักบินรบ เทคนิคสำคัญที่คนดู อาจไม่ทันสังเกต ได้แก่
ในระดับนานาชาติ นักกีฬาบางคนถึงขั้น ฝึกโดยใช้วิดีโอ Slow motion วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของคู่แข่ง แบบเฟรมต่อเฟรม เพื่อดักจังหวะที่ “แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า”

ถ้าพูดถึงตำนาน ของวงการวีลแชร์ฟันดาบไทย ชื่อของ “สายสุนีย์ จ๊ะนะ” คือชื่อที่คนทั้งประเทศต้องรู้จัก นักกีฬาหญิงคนนี้ ไม่ได้แค่ฟันดาบเก่ง แต่คือ นักสู้ที่ใช้ใจนำทาง หลังจากประสบอุบัติเหตุ และสูญเสียขา เธอเลือกที่จะ “ลุกขึ้น” บนรถเข็น พร้อมจับดาบฟาดโชคชะตา ด้วยมือสองข้างของตัวเอง
ในพาราลิมปิก 2024 ที่กรุงปารีส เธอสร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการคว้าเหรียญทองใน ทั้งสามประเภทอาวุธ (ฟอยล์, เอเป้, เซเบอร์) กลายเป็นนักกีฬา วีลแชร์ฟันดาบหญิง คนแรกของโลกที่ทำได้
แต่เรื่องของสายสุนีย์ ไม่ใช่แค่สถิติทองคำ ทุกคำพูดของเธอ “ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร ฉันมีครบทุกอย่างที่ต้องใช้สู้ชีวิต” กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ และเยาวชนที่ใช้วีลแชร์ทั่วประเทศ กล้าก้าวออกจากความกลัว และเชื่อว่าชีวิต ยังมีทางให้ลุกขึ้นยืน แม้จะไม่ได้ยืนบนขาก็ตาม [3]
วีลแชร์ฟันดาบไม่ใช่แค่ เรื่องของกล้ามแขน หรือสายตาไวเท่านั้น แต่มันคือศิลปะแห่ง “ใจนิ่ง” นักกีฬาจะต้องอยู่ในสมาธิที่สูงมาก ไม่ให้เสียงฝูงชน แสงไฟ หรือแม้แต่เสียงดาบกระทบกัน มารบกวนสมอง
ในทางจิตวิทยา การฟันดาบในสภาพกดดันแบบนี้ คล้ายกับหมากรุกสายฟ้า เพราะทุกการตัดสินใจ เกิดขึ้นในขณะที่ “คิดไม่ได้แล้ว แต่ต้องทำให้ได้” บางคนใช้วิธีฝึกสมาธิแบบเซน หรือการหายใจแบบปราณโยคะ เพื่อควบคุมจังหวะของหัวใจ ให้ไม่เต้นแรงจนมือสั่น
มุมลับที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
ถ้ากำลังคิดว่า “เราเล่นได้ไหม?” คำตอบคือ “ได้” เพราะปัจจุบันในไทย เริ่มมีการส่งเสริม และสนับสนุนกีฬานี้มากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในระดับเยาวชน สามารถติดต่อสถานที่ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในประเทศไทยได้
เช่น สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย และ สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทย ที่อาจเปิดรับสมัครนักกีฬาฝึกหัด ในบางช่วงปี
สิ่งที่ต้องเตรียม
วีลแชร์ ฟันดาบ ไม่ได้สร้างขึ้นมา เพื่อความสงสาร แต่มันคือเวทีที่คนมี “ข้อจำกัด” ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม กับขีดจำกัดไม่มีการได้เปรียบ ไม่มีการยกเว้น ทุกคนดวลกันด้วยสมอง มือ และใจ และนั่นแหละ ที่ทำให้สนามเล็กๆ แห่งนี้ กลายเป็นสนาม ที่ทรงพลังที่สุดสนามหนึ่ง ของโลกกีฬา
นักกีฬาจะนั่งอยู่บนรถเข็น ที่ล็อกติดกับพื้น แข่งขันในระยะประชิด แบบไม่สามารถเคลื่อนที่ถอย หรือเดินหน้าได้ ทำให้ต้องใช้สมาธิสูงมาก และทุกจังหวะต้องแม่นยำ ในเสี้ยววินาที
มี สายสุนีย์ จ๊ะนะ คือนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ หญิงไทยคนแรก ที่คว้าเหรียญทองทั้ง 3 ประเภทในพาราลิมปิก 2024 และกำลังมีนักกีฬารุ่นใหม่ หลายคนเดินตามรอยเธอ

